Visitor Details
United States United States
Unknown Unknown
Unknown Bot Unknown Bot
Your IP: 38.107.179.233
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้212
mod_vvisit_counterเมื่อวาน469
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้212
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว3396
mod_vvisit_counterเดือนนี้9099
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว16097
mod_vvisit_counterเข้าชมทั้งหมด275365
http://www.SharkerNews.com ข้นทุกประเด็น เน้นคุณภาพ ชาร์กเกอร์นิวส์

ข่าวสกู๊ปพิเศษ

สืบ นาคะเสถียร

naka

ชีวิตวัยเยาว์

สืบ นาคะเสถียร หรือชื่อเดิม "สืบยศ" เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ที่ตำบลท่างามอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี บุตรของ นายสลับ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และนางบุญเยี่ยม สืบมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบเป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือ กอบกิจ นาคะเสถียร และ กัลยา รักษาสิริกุล สืบมีบุตรสาว 1 คนชื่อชินรัตน์ ในวัยเด็ก สืบ ได้ช่วยงานในนาของมารดาด้วยความอดทน บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด สืบได้ช่วยทำงานในนา ของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าว ก็ออกท่องเที่ยวไปกับเพื่อน โดยมีหนังสติ๊กคู่ใจ

ประวัติการศึกษา

สืบได้เข้าเรียนชั้น ประถมตอนต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรี ช่วงปิดเทอมว่างจากการเรียน ก็ออกไปช่วยทางบ้าน ยกเสริมแนวคันนาเอง เพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน เมื่อเรียนจบชั้นประถม 4 ได้ไปเรียนต่อที่ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 และจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2514 และต่อมาได้ทำงานที่ส่วนสาธารณะของการเคหะแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2517 สืบเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ที่คณะวนศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์ สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2518 ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 สืบได้รับทุนการศึกษาจากบริติชเคาน์ซิลเรียนต่อในระดับปริญญาโทอีกครั้ง สาขาอนุรักษ์วิทยา ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ในอังกฤษ และจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2524

สืบกับมรดกงานวิจัยด้านสัตว์ป่า

หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบ นาคะเสถียร ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เขาตัดสินใจเลือกกองนี้เพราะต้องการทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่า งานแรกของสืบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี เป็นจุดที่ทำให้สืบได้เรียนรู้ว่าได้มีผู้มีอิทธิพลบุกรุกทำลายป่าจำนวนมาก โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 ได้เรียนต่ออีกที่อังกฤษ ถึงปี 2524 ได้กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ มีส่วนร่วมในการจัดการและประสานงาน รวมทั้งเป็นวิทยากร ฝึกอบรมพนักงานพิทักษ์ป่าอีกหลายรุ่น และ 2 ปีต่อมา ในปี 2526 สืบได้ขอย้ายตัวเองเข้ามาเป็นนักวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำหน้าที่วิจัยสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว

ในระยะนี้ เป็นจังหวะที่สืบได้แสดงความเป็นนักวิชาการออกมาอย่างเต็มที่ งานวิจัยศึกษาสัตว์ป่าเป็นงานที่สืบทำได้ดี และมีความสุขในการทำงานวิชาการมาก สืบรักงานด้านนี้เป็นชีวิตจิตใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้ผูกพันกับสัตว์ป่าอย่างจริงจัง งานวิจัยในช่วงแรกของสืบ เป็นการวิจัยนก โดยศึกษาจำนวนนกชนิดและพฤติกรรมรวมถึงการทำรังของนกสืบได้เริ่มใช้เครื่องมือในการบันทึกงานวิจัย ซึ่งรวมถึง กล้องวีดีโอ กล้องถ่ายภาพ และการสเก็ตซ์ภาพ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ได้กลายเป็นผลงานการวิจัยสัตว์ป่าชิ้นสำคัญของเมืองไทยในเวลาต่อมา ได้แก่ ภาพถ่ายสไลด์สัตว์ป่าหายากนับพันรูป ม้วนเทปวิดีโอภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า และปัญหาการทำลายป่าในเมืองไทยหลายสิบม้วน โดยผลงานทั้งหมดสืบเป็นคนถ่ายและตัดต่อเองทั้งหมด

โครงการอพยพสัตว์ป่าที่เชี่ยวหลาน

สืบ นาคะเสถียร ได้รับตำแหน่งหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่า โดยมีงบประมาณเริ่มต้นเพียง 8 แสนบาท ในการรับผิดชอบพื้นที่แสนกว่าไร่ โดยไม่มีการอนุมัติอุปกรณ์ช่วยชีวิตสัตว์ป่าแม้แต่เรือ แม้กระนั้นสืบได้ทำงานทั้งวันทั้งคืน และศึกษาข้อมูลจากทุกแหล่งทั้งหนังสือในเมืองไทย และหนังสือจากต่างประเทศ ตลอดจนขอความรู้จากนายพรานเก่าที่มีความชำนาญในการจับสัตว์ป่ามาก่อน

ในปี พ.ศ. 2529 สืบได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้าง ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) บริเวณแก่งน้ำเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สืบได้รับหน้าที่ให้เข้าไปช่วยเหลืออพยพสัตว์ป่าที่ตกค้างในอ่างเก็บน้ำ เนื่องจากปัญหาการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน สืบได้ทุ่มเทเวลาให้กับการกู้ชีวิตสัตว์ป่าที่หนีภัยน้ำท่วม ถึงแม้ว่าโครงการอพยพสัตว์ป่าสามารถช่วยสัตว์ได้กว่า 1,364 ตัว สืบรู้สึกเสียใจกับสัตว์อีกจำนวนมากที่เสียชีวิตไป สืบเริ่มเข้าใจปัญหาและ ตระหนักว่างานวิชาการเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถช่วยเหลือป่าและสัตว์ป่าจากการถูกทำลายได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับชาติ โดยจะเห็นได้กรณีรัฐบาลจะสร้างเขื่อนน้ำโจน ในบริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี สืบได้เข้าคัดค้านอย่างเต็มที่

สืบได้เขียนรายงานผลการอพยพสัตว์ป่าจากเขื่อนเชี่ยวหลาน เพื่อบอกทุกคนให้รู้ว่า การช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ถูกทำลายถิ่นที่อยู่นั้น เป็นเรื่องที่เกือบจะไร้ผลโดยสิ้นเชิง สืบยืนยันว่าการสร้างเขื่อนได้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์ แหล่งอาหาร ตลอดจน ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างรุนแรง กระทั่งความช่วยเหลือจากมนุษย์ ไม่สามารถชดเชยได้ โดยการรวมพลังของกลุ่มนักอนุรักษ์ ซึ่งในที่สุดโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนได้ถูกระงับไป

ในระหว่างที่เขียนรายงานเขื่อนเชี่ยวหลาน สืบได้รับตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฏร์ธานี เพิ่มอีกตำแหน่ง และต่อมาในปี พ.ศ. 2530 สืบได้ปฏิบัติงานในโครงการศึกษาผลกระทบสภาพแวดล้อม เพื่อพัฒนาพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส

ตำนานของห้วยขาแข้ง

 

 

สืบ นาคะเสถียร ได้กลับเข้ามารับราชการที่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ในปี พ.ศ. 2531 และสืบได้พยายามเสนอให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และป่าห้วยขาแข้ง มีฐานะเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ จากองค์การสหประชาชาติ โดยเล็งเห็นว่าฐานะดังกล่าวจะเป็นหลักประกันสำคัญ ที่จะคุ้มครองป่าผืนนี้เอาไว้อย่างถาวร โดย ปลายปี พ.ศ. 2532 สืบได้รับทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่อังกฤษ พร้อมกับได้รับมอบหมาย ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีความสำคัญมากไม่แพ้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ในปี พ.ศ. 2533 สืบได้จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ได้เป็นวิทยากรบรรยาย และร่วมอภิปรายในโอกาสและสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง โดยเน้นเรื่อง "การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาที่เกี่ยวข้อง" และ "การอพยพสัตว์ป่าตกค้างในเขื่อนเชี่ยวหลาน"

ด้วยป่าห้วยขาแข้งเป็นผืนป่าที่อุดมไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่าอันล้ำค่า ทำให้หลายฝ่ายต่างก็จ้องบุกรุกเข้ามาหาผลประโยชน์ สืบได้แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะรักษาป่าผืนนี้ไว้ให้ได้อย่างชัดแจ้ง ได้ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า "ผมมารับงานที่นี่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน" ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปรับงานหัวหน้าเขตฯ ถึงแม้กระนั้นก็ยังไม่สามารถปกป้องป่าได้ เนื่องจาก การดูแลผืนป่าขนาดมากกว่าหนึ่งล้านไร่ ด้วยงบประมาณและกำลังคนที่จำกัด รวมถึงการทุจริตของเจ้าหน้าที่ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย และมากกว่านั้นปัญหาความยากจนของชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่หวังผลประโยชน์ ได้ว่าจ้างชาวบ้านในเขตป่าสงวนเข้ามาตัดไม้ และลักลอบล่าสัตว์ในเขตป่าอนุรักษ์

ในทรรศนะของสืบ หนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการสร้างแนวป่ากันชนขึ้นมา โดยให้ชาวบ้านอพยพออกนอกแนวกันชน และพัฒนาแนวกันชนให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับความสนใจและความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

การเสียสละด้วยชีวิต

 

 

เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง สืบได้สั่งเสียลูกน้องคนสนิทและเขียนจดหมายสั่งเสีย 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระรับผิดชอบ และทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง รวมถึงมอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง แล้วสวดมนต์ไหว้พระจนจิตใจสงบ เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ได้จบชีวิตของเขาลง และเป็นจุดเริ่มต้นของ "ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายและใจ"

สองอาทิตย์ต่อมา บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ ป่าไม้เขต และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกนับร้อยคน ได้เปิดประชุมเพื่อหามาตรการป้องกันการบุกรุกป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดย สืบ นาคะเสถียร ได้พยายามจัดตั้งการประชุมหลายสิบครั้งแต่ไม่มีการตอบรับจากเจ้าหน้านี้สักครั้งจนกระทั่งการเสียชีวิตของสืบ ทำให้มีข้อกล่าวว่า หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้น การประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

การจากไปของ สืบ นาคะเสถียร ได้ส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึกต่อผู้คนที่รักธรรมชาติ และแสวงหาความเป็นธรรมในสังคม ทั้งนี้เพราะว่าในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ สืบมิได้เป็นเพียงข้าราชการอาชีพที่มีภาระการงานเกี่ยวกับการพิทักษ์ป่า และสัตว์ป่าเท่านั้น หากเป็นผู้นำคนสำคัญของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทย เป็นผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อปกปักรักษาทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยไม่คำนึงภัยอันตราย การจากไปของเขานับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นความสูญเสียที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติทุกคน ไม่อาจปล่อยให้ผ่านพ้นไป โดยปราศจากความทรงจำ

 

ชลบุรี จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแม่ดีเด่น ประจำปี 2554

 bestmom_resize

     วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ตามที่จังหวัดชลบุรี ได้จัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ประจำเดือนสิงหาคม 2554 นั้น ได้จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแม่ดีเด่น ประจำปี 2554 โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินงาน

      นายสมชาย ศิโรรัตน์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า วันที่ 12 สิงหาคมของทุกเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเป็นวันแม่แห่งชาติ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้จังหวัดทุกจังหวัด คัดเลือกแม่ดีเด่น 5 ประเภทได้แก่ ประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร ประเภทแม่ผู้เสียสละ แม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม แม่ผู้มีความมานะอดทนขยันหมั่นเพียร และแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เพื่อเสนอสภาสังคมสงเคราะห์ฯประกาศยกย่องเป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติ

      สำหรับจังหวัดชลบุรี ได้แต่ตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแม่ดีเด่น ประจำปี 2554 จำนวน 4 ราย 4 อำเภอ ได้แก่ คุณแม่สมศรี ฐิติวราภรณ์ อายุ 71 ปี แม่ดีเด่นประเภทแม่ผู้มีความมานะ อดทน จากอำเภอเมืองชลบุรี คุณแม่สำราญ แสงจันทร์ อายุ 64 ปี แม่ดีเด่นประเภทแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จากอำเภอบางละมุง คุณแม่วิไล บูรณเจริญกิจ อายุ 67 ปี แม่ดีเด่นประเภทแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จากอำเภอ พนัสนิคม และคุณแม่แสวง สมณะ อายุ 52 ปี แม่ดีเด่นประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร จากอำเภอสัตหีบ ในการนี้ นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับแม่ดีเด่น และ นางสติล คุณปลื้ม ประธานชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัดชลบุรี ได้มอบโล่ที่ระลึก เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ดีเด่นทั้ง 4 ท่านอีกด้วย

      นอกจากนี้ จังหวัดชลบุรี ได้เสนอชื่อแม่ดีเด่นจำนวน 2 ท่าน ได้แก่ คุณแม่สมศรี ฐิติวราภรณ์ อายุ 71 ปี แม่ดีเด่นประเภทแม่ผู้มีความมานะ อดทน และคุณแม่สำราญ แสงจันทร์ อายุ 64 ปี แม่ดีเด่นประเภทแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม เข้าเฝ้ารับประทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าวรวงษ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชา ธินัดดามาตุ ณ สวนอาคารใหม่อัมพร เมื่อวันที่วันที่ 12 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

 

พระราชทานถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือเร่งด่วน

 yungcheep_resize

 

จากกรณีที่ได้เกิดพายุฝนถล่มในหลายจังหวัดของภาคเหนือ ทำให้บ้านเรือน ไร่นา สิ่งสาธารณะประโยชน์ได้รับความเสียหาย และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระ องค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้กำลังพลของกองทัพเรือ ลำเลียงถุงยังชีพพระราชทานฯ เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชน และพระภิกษุสงฆ์ ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย เป็นการเร่งด่วน                   

เมื่อเวลา 06.00 น.ของวันนี้ (22 ส.ค.54) พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงพระกรุณาโปรดให้ พลเรือตรี อดุงสวัสดิ์ พุ่มพวง ผู้อำนวยการการท่าเรือสัตหีบฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นผู้แทนฯ นำกำลังพลของกองทัพเรือ ลำเลียงถุงยังชีพพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย สำหรับช่วยเหลือประชาชน จำนวน 1,350 ชุด และพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 70 ชุด ขึ้นรถบรรทุกชานต่ำของกองทัพเรือ ออกเดินทางจาก หน้ากองบังคับการ  การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี  เพื่อนำเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่ริม จ. เชียงราย และทรงพระกรุณาโปรดให้ผู้แทนพระองค์ มอบถุงยังชีพพระราชทาน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงบ่ายของวันที่  23  ส.ค.54 นี้อย่างทั่วถึงอีกด้วย

                สืบเนื่องจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอพระ องค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงมีความห่วงใยราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ  จึงได้ประทานสิ่งของพระราชทานมูลนิธิ อาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ได้จัดเตรียมไว้เข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และยังเป็นการแบ่งเบาพระราชภาระในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการดูแลผู้ประสบภัยในเบื้องต้นอีกด้วย

                สำหรับการบรรจุถุงยังชีพพระราชทานนี้ กองทัพเรือ ได้สนับสนุนกำลังพลจากหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือ ร่วมกับแม่บ้านทหารบก แม่บ้านทหารเรือ เจ้าหน้าที่อาสากาชาด สภากาชาดไทยเจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองสัตหีบ ชมรมไทเก็กสัตหีบ รวมถึงข้าราชบริพารในพระองค์แล้ว กองทัพเรือยังได้สนับสนุน กำลังพล รถบรรทุกชานต่ำ ลำเลียงถุงยังชีพพระราชทานฯ โดยมี เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจทางหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อำนวยความสะดวกให้ตลอดระยะเวลาการเดินทาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและถึงมือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนตามเวลาที่กำหนดไว้อีกด้วย  

 

ท.นครแหลมฉบังและพสกนิกรนับหมื่น ร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร แม่หลวงไทย

 bangmom_resize

พสกนิกรทั่วหล้าพร้อมใจมาร่วมถวายพระพร แด่สมพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่สวนสาธารณ เทศบาลนครแหลมฉบัง พร้อมกับทีมงานบริหาร องค์กรส่วนท้องถิ่น และชมพลุนับพันดอก ที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 79 ของพระองค์ท่าน

     วันที่ 12 ส.ค.54  เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลา 19.00 น. นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศบาลนครแหลมฉบัง พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาล และเจ้าหน้าที่พนักงานทุกส่วนราชการ และพสกนิกรชาวไทยนับหมื่น ได้เดินทางมารวมตัวกัน ณ ที่บริเวณ สวนสาธารณ หน้าเทศบาล เพื่อมาร่วมกันทำกิจกรรมเฉลิมฉลอง พิธีถวายเครื่องราชสักการะจุดเทียนชัยถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 79 พรรษา 12 สิงหามหาราชินี โดยมี นางจิดา ถนอมรอด นายกเทศบาลนครแหลมฉบังเป็นผู้กล่าวนำ พสกนิกรชาวไทยจำนวนมาก ท่าในวันนี้ ขอให้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญในดวงใจประชาราษฎร์ตลอดกาล หลังจากนั้น ได้จุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชา จุดพลุนับพันดอก ส่งใจเป็นหนึ่งเดียวสู่ขึ้นท้องฟ้าสว่างไสวไปทั่วหล้า หลังจากนั้น ทางเทศบาลได้จัดกิจกรรมการแสดงบันเทิง ดนตรีเฉลิมพระเกียรติ โดยมีศิลปินนักร้องนักแสดงมากมาย อาทิเช่น ต่าย อรทัย เอกรังสิโรจน์ ดารานักแสดงจากช่อง7 สี รวมทั้งเพื่อนร่วมวงการ ปูพันหน้า พิเชษฐ ศรีราชา เข้าร่วมร้องเพลง มอบความสุขสนุกสนานให้กับประชนนับหมื่นคนที่มาในนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก หลังที่ฟ้าตั้งท่าจะเทน้ำฝนลงมาในช่วงพิธีเปิด จนทางเทศบาลกลัวว่างานจะไปไม่รอด  แต่หลังจากเริ่มเข้าพิธี ฟ้ากลับเปิด ไม่มีน้ำฝนลงมาเลยแม้แต่เม็ดเดียว จนพิธีการต่างๆ ได้ผ่านพ้นไป จนถึงการแสดงบันเทิง หลังจากที่นักร้องศิลปินได้ขึ้นบนเวทีแสดงได้สักพักใหญ่ จนเป็นที่น่าพอใจกับการชมการแสดงกิจกรรมต่างๆที่ทางเทศบาล จัดให้นั้น ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา จนการแสดงทั้งหมดต้องหยุดทำการไป ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ของประชาชนที่ตั้งใจมาชม แต่ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี ต่อ องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในครั้งนี้

 

 

ข้าราชการในอำเภอศรีราชาถวายพระพรชัยมงคล

 karat_resize

               นายอำเภอศรีราชานำข้าราชการทุกหน่วยงานในอำเภอศรีราชาร่วมถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันแม่แห่งชาติ

                ที่ศาลาประชาคม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายวิชัย สัมพันธรัตน์ นายอำเภอศรีราชา พร้อมด้วยข้าราชการทุกหน่วยงานในอำเภอศรีราชา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดชลบุรี พนักงานเจ้าหน้าที่ในเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล สถานีตำรวจภูธร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงพยาบาล รวมทั้งองค์กรเอกชนในอำเภอศรีราชา ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันแม่แห่งชาติ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมลงนามถวายพระพร มีการกล่าวถวายพระพรชัยมงคล นำโดย นายวิชัย สัมพันธรัตน์ นายอำเภอศรีราชา รวมทั้งพิธีการทางศาสนา โดยได้เชิญพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสวัดจำนวน 9 รูปมาร่วมทำพิธีกรรมทางศาสนาในวันนี้ด้วย สำหรับการจัดกิจกรรมในวันที่ 12 สิงหาคม 2554 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงเสียสละ และทรงดำเนินพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพสกนิการชาวไทย อำเภอศรีราชาจึงได้จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลในวันแม่แห่งชาติขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ ประชาชน ได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านอีกด้วย

 
บทความ อื่นๆ ...
first
  
last
 
 
start
stop