Visitor Details
United States United States
Unknown Unknown
Unknown Bot Unknown Bot
Your IP: 54.227.63.195
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้175
mod_vvisit_counterเมื่อวาน809
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้5004
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6058
mod_vvisit_counterเดือนนี้27831
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว31900
mod_vvisit_counterเข้าชมทั้งหมด973134

ข่าวสกู๊ปพิเศษ

พิธีลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

longname

สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลนครแหลมฉบัง จัดพิธีลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันจันทร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง โดยได้รับเกียรติจาก นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

 

วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

narai

นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติฯ

เนื่องจากมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นที่แน่ชัดว่า วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2231 เป็นวันเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และคณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 มีมติเห็นชอบให้วันที่ 11 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และในวันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ได้ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 27 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. 2175 - พ.ศ. 2231 ครองราชย์ พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231) มีหลายพระนาม คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชรญ์ เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าปราสาททอง พระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา กับพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เหตุที่มีพระนามว่า "นารายณ์" มีที่มาน่าสนใจคือ มีพระญาติวงศ์เหลือบเห็นเป็น กร พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญตลอดรัชกาลของพระองค์ ทั้งด้านการทหาร วรรณคดี และการทูต โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูต นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชวงศ์บูร์บง

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่าง ยิ่ง ทรงสร้างความรุ่งเรือง และความยิ่งใหญ่ให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก โดยทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองพม่าอีกหลายเมืองได้แก่ เมืองจิตตะกอง สิเรียม ย่างกุ้งแปร ตองอู หงสาวดี และมีกำลังสำคัญที่ทำให้สมเด็จพระนารายณ์นั้นสามารถยึดหัวเมืองของพม่าได้คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์รุ่งเรืองขึ้นมาอีก ครั้ง โดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึงเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ชาวกรีกที่รับราชการตำแหน่งสูงถึงที่ สมุหนายกขณะ เดียวกันยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง ครั้งด้วยกัน ผู้ที่เขียนเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา และสยามมากที่สุดในสมัยนี้ก็คือ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือพระ เกียรติยศในพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติและรับผลประโยชน์ ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่างชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุด ในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวัยราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยุธยาแล้ว ปัญหากิจการบ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาวต่าง ประเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้วยในขณะนั้น มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขาย และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน ที่สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนือกว่าชาวเอเชียมาก และชาวยุโรปเหล่านี้กำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า ลัทธิคริสต์ศาสนา และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดินแดนตะวันออก

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรับเอาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวมทั้งยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้างน้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย ด้านวรรณกรรมในสมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียงทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการทูตเท่านั้น หากทรงเป็นกวีและทรงอุปถัมภ์กวีในยุคของพระองค์อย่างมากมาย กวีลือนามแห่งรัชสมัยของพระองค์ก็ได้แก่ พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก และตอนหนึ่งของเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ (อีกตอนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์) กวีอีกผู้หนึ่งคือ ศรีปราชญ์ ผู้เป็นปฏิภาณกวี เป็นบุตรของพระโหราธิบดี งานชิ้นสำคัญของศรีปราชญ์ คือ หนังสือกำศรวลศรีปราชญ์ และอนุรุทรคำฉันท์ด้วยพระปรีชาสามารถดังได้บรรยายมาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์จึงได้รับการถวายพระเกียรติเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง

 

ทุกภาคส่วน ร่วมถวายราชสักการะ รำลึก 90 ปี

90

แห่งการจากไปของ กรมหลวงชุมพร

พล.ร.อ.ฆนัท ทองพูล ผู้บัญชาการ กองเรือยุทธการ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา ถวายเครื่องราชสักการะ ต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาทหารเรือไทย (เสด็จเตี่ย) เนื่องในวันอาภากร หรือวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ เวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 90 ณ สวนกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ร.ท.ชัยณรงค์ เจริญรักษ์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ ตลอดจน ผู้แทนหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ ภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เข้าร่วมในพิธี

ซึ่งในพิธีข้าราชการทหารเรือ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันบรรเลง และขับร้องเพลงพระราชทาน เดินหน้า ดอกประดู่ และดาบของชาติ เพื่อรำลึกถึงพระองค์ และมีการยิงสลุตของทหารหมู่ปืนเล็ก จำนวน 19 นัด อันเป็นการ เทิดพระเกียรติ ซึ่งทหารเรือทุกนายเชื่อว่า ดวงพระวิญญาณของพระองค์ยังสถิตอยู่บนทิพย์วิมาน หรือสรวงสวรรค์ เพื่อคุ้มครอง ดูแล ลูกหลานของพระองค์ท่านไม่ให้อริศัตรูมาแย่งแผ่นดินสยามไปได้

สำหรับพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาโหมด ทรงเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเหล่าทหารเรือ ซึ่งเทิดทูนยกย่องขนานนามว่า องค์พระบิดาทหารเรือไทยทั้งนี้ ด้วยกรุณาคุณจากการที่ได้ทรงวางรากฐาน และเสริมสร้างการทหารเรือไทย ให้มีความทันสมัย และเข้มแข็งทัดเทียมกับอารยประเทศ หลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออังกฤษ และเดินทางกลับสู่สยาม เมื่อปีพ.ศ.2443 ตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการในกระทรวงทหารเรือ พระองค์รทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ ที่จะพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้กับราชนาวีไทย โดยไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างชาติเหมือนในอดีต พระองค์ทรงนำเรือหลวงมกุฎราชกุมาร เดินทางไปอวดธงสยามในน่านน้ำต่างประเทศ ด้วยกำลังพลที่เป็นคนไทยล้วน ๆ เป็นครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ.2450 อันแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ในด้านการทหารเรืออย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการแพทย์แผนโบราณ ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในระหว่างที่ทรงลาออกจาก กระทรวงทหารเรือชั่วระยะหนึ่ง และทรงกลับเข้ารับราชการอีกครั้งในปีพ.ศ.2460 ในตำแหน่งจเรทหารเรือ และเสนาธิการทหารเรือ ขณะทีดำรงตำแหน่งทรงแสดงให้เห็นถึงความเป็นนักยุทธศาสตร์ ด้วยทรงขอพระราชทานพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งมีชัยภูมิเหมาะสมเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ อีกทั้ง ยังทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกำลังอากาศนาวี เพื่อให้มีนาวิกานุภาพที่สมบูรณ์ และเข้มแข็ง เช่นเดียวกับ เพลงเดินหน้า เพลงดอกประดู่ และเพลงดาบของชาติ ที่ทรงนิพนธ์ไว้ ให้เป็นเพลงปลุกจิตวิญญาณ และความสามัคคี ของเหล่าทหารเรือให้เป็นหนึ่งเดียว ก็อยู่คู่กับราชนาวีไทยมาจนตราบทุกวันนี้ อีกด้วย

 

5 เกจิดัง มอบพระไตรสมเด็จ ทหารสอ.รฝ. ลงปฏบัติ

5g

ราชการภาคใต้ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย

ที่หน้ากองบัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.ต.นพดล สุภากร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพลไปปฏิบัติราชการหน่วยเฉพาะกิจ สอ.รฝ. จำนวน 10 หน่วย กำลังพล 318 นาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง และผู้บังคับการหน่วยขึ้นตรง เข้าร่วมส่งกำลังพลอย่างสมเกียรติ เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจให้แก่กำลังพลที่จะเข้าผลัดเปลี่ยนตามวงรอบเดือนเมษายน ประจำปีงบประมาณ 2556  ในพื้นที่เสี่ยงภัย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่รับผิดชอบ
ในการนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์ เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคตะวันออก จำนวน 5 รูป ประกอบด้วย พระมหาโชคชัย พุทธะสะโร เจ้าอาวาสวัดเขาน้อย พระปลัดธีระศักดิ์ จันทะวังโส เจ้าอาวาสวัดป่ายุบ พระครูสันติบูรพทิศ (หลวงพ่อบุญเสริม) เจ้าคณะตำบลสำนักท้อน วัดชากหมาก และพระอาจารย์บุญส่ง จันทิโม (หลวงปู่อี๊ด) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพประสาท ซึ่งเป็นอดีตเกจิที่เคยมอบวัตถุมงคลให้แก่ข้าราชการ พลทหาร ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจภาคใต้ และมีประสบการณ์แคล้วคลาดรอดชีวิตมาแล้ว มาร่วมสวดพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำมนต์ และมอบวัตถุมงคลเป็นพระไตรสมเด็จ คือ พระสมเด็จมิ่งมงคล พระสมเด็จประธานพร และพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร ให้แก่กำลังพลทุกนาย เพื่อความเป็นสิริมงคล แคล้วคลาดจากศาสตราวุธ คมหอก คมดาบ และภัยอันตรายทั้งปวงในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
สำหรับ กำลังพลชุดใหม่ที่เข้าผลัดเปลี่ยน เป็นไปตามคำสั่งของกองทัพเรือ ที่อนุมัติให้หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดกำลังพลไปปฏิบัติราชการตามหน่วยเฉพาะกิจต่างๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ตามแนวชายแดนทางทะเล ทั้งภาคใต้ และภาคตะวันออก รวมทั้งรักษาความปลอดภัยตามพื้นที่ต่างๆ และเฝ้าตรวจการณ์การเคลื่อนตัวของคลื่นทางด้านฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 10 หน่วยเฉพาะกิจ ประกอบด้วย กองร้อย รปภ.สนามบิน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ, หน่วยปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศและรักษาฝั่ง จังหวัดสงขลา, หน่วยปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ที่ 451 / 452 / 491, หน่วยเฉพาะกิจ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ที่ 412, หน่วยเฉพาะกิจที่ 321, หน่วยปฏิบัติการเกาะกูด, หน่วยเฝ้าตรวจ และรายงานการเคลื่อนตัวของคลื่นเกาะเมียง และหน่วยเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 182
พล.ร.ต.นพดล สุภากร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง ได้กล่าวให้โอวาท มอบของที่ระลึก และแสดงความยินดีแก่กำลังพลทุกนายที่เป็นตัวแทนหน่วย มีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติราชการในหน่วยเฉพาะกิจ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ โดยกำชับให้กำลังพลทุกนายจงร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง อดทน และมีระเบียบวินัย นำความรู้ที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวังระวัง ไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้คำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด พร้อมที่จะกลับสู่กองบัญชาการเมื่อครบวาระได้อย่างปลอดภัย และมีชีวิตรอดกลับมาทุกนาย

 

ชลบุรี จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล

praa

นายพรชัย ขวัญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานพิธีเจริญพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ อุโบสถ วัดใหญ่อินทราราม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ตามที่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้กำหนดจัด พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ. 2556 โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ฯ ในวันพุธที่ 20 มีนาคม 2556 เวลา 05.45 น. ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมาหกนคร กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้จังหวัดทุกจังหวัด จัดพิธีเจริญพระพุทธมนตร์ถวายพระราชกุศลฯ พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับจังหวัดชลบุรี ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ วัดใหญ่อินทราราม(พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พระสงฆ์ จำนวน 99 รูป เพื่อแสดงความจงรักภักดี และความปรารถนายิ่งนัก ซึ่งความเจริญสิริสวัสดิ์พ พัฒนมงคล ให้ทรงพระเกษมสำราญ เจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยสมบูรณ์ พระเกียรติคุณกำจรำไกลไปทั่งทิศานุทิศ ทรงสถิตเป็นมั่งขวัญแห่งพระราชวงศ์จักรีและพสกนิกรชาวไทย สืบไปชั่งกาลนาน

นายพรชัย ขวัญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ประธานในพิธี ได้กล่าวคำประกาศกราบบังคมทูลถวายพระพรและขอพระราชทานพระมหากรุณา อาราธนาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เจริญพระชนมายุยิ่งด้วยอายุกัปป์ และอนุสรณ์ถึงอานุภาพแห่งอิทธิบาทธรรม 4 ประการ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์เถระ ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร พระสุตดันตปิฏกที่ฑนิกาย มหาวรรคว่า อิทธิบาท 4 ผู้ใดผู้หนึ่งทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อมุ่งหวังพึงดำรงอยู่ได้ 1 กัป หรือเกินว่า 1 กัป

 
บทความ อื่นๆ ...
http://www.SharkerNews.com ข้นทุกประเด็น เน้นคุณภาพ ชาร์กเกอร์นิวส์
first
  
last
 
 
start
stop